วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

คำสอนหลวงปู่เพียร

คำสอนหลวงปู่เพียร

ผมได้เคยเล่าประวัติของหลวงปู่เพียร วิริโย แห่งวัดป่าหนองกอง อ. บ้านผือ จ. อุดรธานี ไปแล้วครั้งหนึ่ง. มาบัดนี้ ผมได้หนังสือประมวลคำสอนสั้น ๆ ของหลวงปู่เพียรมาอีกเล่มหนึ่งแล้ว. ผมจึงขอคัดเอาคำสอนของท่านมาเผยแพร่ให้ทราบดังนี้...
· โดยที่ท่านชื่อเพียร ดังนั้นคำสอนจำนวนมากของท่านจึงเน้นที่เรื่องความเพียร. เช่น...ความเพียร ให้เพียรสติ ให้อยู่ในกรอบของธรรม เพียรละกิเลส อันนี้จึงเรียกว่าผู้มีความเพียร อะไร ๆ ก็ดี แต่สู้ความเพียรไม่ได้ อย่าปล่อยใจให้คิดไปทางโลกมาก. ...ถ้ามีสติก็มีความเพียร ถ้าขาดสติความเพียรกก็ขาด ฝึกสตินี้ให้ดีให้มาก ความเพียรอยู่ที่สติ
...มรรค ผล นิพพานนั้น ต้องกระทำเอา เพียรเอา ถ้ามีความเพียรความมุ่งมั้น มันถึงจะได้ ถ้าไม่ทำก็ไม่ได้อะไร
...ทำความเพียรนี่ล่ะมันดี เพียรละเพียรวาง ไม่ได้เพียรเอา เพียรดูกายดูใจตัวเองนั่นล่ะ ไม่ให้ไปไหน ดูให้มันเห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ให้เป็นอสุภะอสุภัง ให้เห็นทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค นั่นล่ะมันจึงดี สวรรค์นิพพานมันไม่ได้อยู่กับใคร มันอยู่กับใจเรานี่ล่ะ ภาวนาเพียรดูให้มันเห็นจิตเห็นใจตัวเอง มันอยู่กับใจเรานี่ล่ะ ภาวนาเพียรดูให้มันเห็นจิตเห็นใจตัวเอง
· คิดมากก็ฟุ้งซ่านมาก คิดออกไป ไม่คิดเข้ามาหาตัวเอง คิดส่งออกไปข้างนอก มันไม่ดี มันคิดมาก มันก็ไม่หยุดล่ะ ตัวเรามันมีแต่เรื่องไม่ดี คิดถึงเขา คิดถึงลูก ทำไมมันไม่คิดเรื่องเกิดเรื่องตาย คิดอะไรมากมาย โอ่ย...มันมีแต่เรื่องไม่ดี คิดตั้งแต่เกิดมันเป็นแต่โลกนะ โอ่ย...คิดมาก คิดมากมันก็ไม่เห็นพ้นทุกข์ คิดมากมันก็ทุกข์มาก ทำไมไม่ดูตัวเองว่ามันคิคอะไรมาก มันมีแต่เรื่องไม่ดี คิดมากมันมีแต่ใจเท่านั้นแหละเว่ย คิด กายมันไม่ได้คิด กายในก็เป็นของมันอย่างนั้น คิดออกไปมาก ไม่คิดเข้ามาหาใจของตัวเอง ว่ามันจะตายเมื่อไหร่ จะอยู่อีกนานแค่ไหน คิดมาตั้งแต่เกิด มั้นมีแต่เรื่องทุกข์ทั้งนั้นแหละ ไม่หยุด คิดมากฟุ้งซ่านมาก คิดมากมันมีแต่โลก มันไม่มีธรรมแหละเว่ย ก็คิดเข้ามาดูกายดูใจ ดูขน ผม เล็บ ฟัน หนังมันก็ดีอยู่ มันมีแต่ทางพ้นทุกข์ ทางอื่นมันไม่พ้นทุกข์เว่ย ดูตัวเองทำตัวเองนี่แหละ มันจึงพ้นทุกข์ ดูตัวเองซิล่ะ ว่ามันมีทางไหนเป็นของตัวเองบ้าง นั่งภาวนาปวด ดูซิว่าตรงไหนมันปวดมันเจ็บ ใครเจ็บ กายเจ็บหรือใจเจ็บ กระดูกเจ็บหรือหนังเจ็บ เอ็นเจ็บหรืออะไร ดูมันซิว่า อันไหนมันของเรา มันไม่มีของใครสักหน่อย มีแต่กองธาตุ มันประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม ไม่เห็นมีใครเป็นเจ้าของ เขาสมมุติมันมองไม่เห็น ตัวเรามันหลงนี่เว่ย ว่าเป็นเราเป้นเขา โอ่ย...มันดูไม่เห็น มันจึงทุกข์ มันดูไม่ออก ถ้าดูออก ทุกข์มันก็ไม่มาก พิจารณามันลงมาเป็นธรรมะซะ มันก็เบา ดูให้มันเป็นกองธาตุกองขันธ์ รวมลงเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาซะ มันก็วาง มันก็หยุดหรอก ถ้ายังมีเรามีเขา มันก็ยังทุกข์มาก. มันยังหนุ่มยังแน่น มันก็คิดถึงสาว คิดถึงเขา รูป รส กลิ่น เสียง มันไม่ดูอสุภะว่าอันไหน ๆ มันก็ไม่จีรัง มันมีแต่ทางเสื่อม ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง มันมีแต่จะเสื่อมไป ๆ มันอยู่ไม่ได้ โอ่ย...มันจะดียังไง
· อย่าไปอยากรู้เรื่องของคนอื่น มันเป็นทุกข์ ให้สนใจเรื่องของตัวเอง คือเรื่องกายกับใจ ดูมันให้ชัด การภาวนาก็อย่าไปมั่นไปหมาย การไปคาดหมายนั้นจะทำให้เราไปติดในภพในชาติ การภาวนาก็ไม่สำเร็จ เพราะการคาดหมายนั้น มันปรุงมันแต่งไปต่าง ๆ นานา คาดหมายนั่นหมายนี่ ว่าเป็นเราเป็นเขา ดังนั้นการภาวนาท่านจึงให้พิจารณา ผม ขน เล็บ ฟัน หนังที่ประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีอะไรเป็นของสวยของงาม ให้พิจารณาทีละอย่าง ตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง ว่าสิ่งใดสวย พอมาประกอบเป็นคนเป็นมนุษย์ผู้หญิงผู้ชาย มีอะไรสวยอะไรงาม ถ้ามันว่าสวย มันไม่ตายเหรอ เอาไปได้ไหมสิ่งที่ว่าสวยว่างาม พิจารณาให้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา พิจารณาให้เป็นอสุภะอสุภัง แล้วถามใจตัวเองว่า ยินดีกับมันอีกไหม ในร่างกายประกอบไปด้วยธาตุ ๔ ดิน น้ำ ไฟ ลม เมื่อธาตุขันธ์แตกดับ เน่าเปื่อยผุพัง ย่อยสลายไป เอาอะไรไปได้บ้าง แม้กระทั่งกระดูก!

อ่านแล้วเราได้ความคิดอะไรไหมครับ? ความคิดของผมเองก็คือ อ่านแล้วก็เข้าใจความสำคัญและความจำเป็นของการปฏิบัติอย่างจริงจัง . ปัญหาก็คือ พวกเราเองก็ไม่ค่อยมีวินัยในการปฏิบัติ และ ไม่ได้ตั้งใจปฏิบัติอย่างจริงจัง. พูดง่าย ๆ ก็คือยังไม่มีความเพียร. ถ้าใครเป็นอย่างนี้ ก็จะต้องขอชวนว่า เรามาเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เพียรกันเถอะ.

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น