วันพฤหัสบดีที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2553

อกุศลกรรมบถทางวาจา

อกุศลกรรมบถทางวาจา

อกุศลกรรมบถ หมายถึงการกระทำที่เป็นบ่อเกิดแห่งอกุศลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกระทำด้วยวาจาหรือด้วยใจ. อกุศลกรรมบถทางกายนั้นสอดคล้องกับศีล 3 ข้อคือ ไม่ฆ่าสัตว์, ไม่ลักทรัพย์ และ ไม่ประพฤติผิดในกาม ซึ่งโดยทั่วไปแล้วรักษาได้ง่ายกว่า อกุศลกรรมบถทางวาจา. อกุศลกรรมบถทางวาจานั้น ท่านได้กำหนดไว้ 4 ข้อด้วยกัน คือ ไม่พูดเท็จ, ไม่พูดส่อเสียด, ไม่พูดหยาบคาย, และ ไม่พูดเพ้อเจ้อ. ทั้ง 4 ข้อนี้เป็นเรื่องที่ประพฤติได้ยากมาก. นอกจากนั้นเราจะเห็นคนในสังคมไทย ทำอกุศลกรรมบถทางวาจาให้ได้เห็น ให้ได้ยิน เป็นประจำ. ผู้ที่เป็นตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าประพฺฤติผิดทั้ง 4 ข้อนี้ ก็คือ สื่อมวลชน และ นักการเมือง.
สื่อมวลชน นิยมนำความเห็นของบุคคลต่าง ๆ มาระบุว่าเป็นความจริง ทั้ง ๆ ที่เรื่องเหล่านั้นก็ไม่ได้เห็น หรือไม่ได้ประจักษ์ด้วยตนเอง. การรายงานข่าวที่นำความเห็นมาเสนอไม่ว่ารับฟังมาหรือเขียนขึ้นเองจึงเป็นการรายงานความเท็จอย่างชัดแจ้ง. อีกกรณีหนึ่งก็คือ สื่อมวลชนนิยมวาดภาพล้อทางการเมือง ซึ่งส่วนใหญ่คือภาพที่แสดงการส่อเสียดให้เกิดความแตกแยกทางความคิด. ในทางพุทธศาสนานั้นถือว่า ใครทำให้เกิดสังฆเพท หรือทำให้สงฆ์แตกแยกนั้นเป็นความผิดสถานหนัก. ในทางประเทศชาติก็เช่นกัน. ใครทำให้คนในชาติต้องแตกแยกเป็นสองฝักสองฝ่าย แทนที่จะร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาประเทศ ก็ต้องถือว่าเป็นผู้ที่ทำอนันตริยกรรมอันหนักไม่แพ้กัน. นอกจากนั้น สื่อมวลชนยังนิยมลงบทความที่มีข้อความเพ้อเจ้อ และ บางบทก็ใช้ถ้อยคำอันหยาบคายด้วย. การสื่อสารด้วยวิธีเหล่านี้แหละครับที่ทำให้ผมกล้าพูดว่า สื่อมวลชนเป็นผู้ที่ทำให้เกิดปัญหาด้านการเมือง.
สำหรับนักการเมืองนั้นพวกเรายิ่งแน่ใจได้เลยว่า นักการเมืองแทบทุกคนล้วนทำอกุศลกรรมบถทางวาจาทั้ง 4 ข้อนี้เป็นประจำ. ประชาชนทั่วไปไม่อาจทราบได้เลยว่าเรื่องที่นักการเมืองแต่ละคนพูดนั้นมีความจริงแค่ไหน. นักการเมืองที่ก้าวขึ้นระดับสูงสุดคนหนึ่ง สามารถกล่าวอ้างอิงสถิติต่าง ๆ ได้อย่างน่าเชื่อถือ. ครั้นเมื่อนำไปตรวจสอบแล้วก็พบว่าเป็นสถิติที่ไม่มีพื้นฐานความจริงรองรับ. เรื่องทำนองนี้ดูจะเป็นที่นิยมกันมากในกลุ่มนักการเมือง และ สื่อมวลชนที่นำเรื่องที่นักการเมืองพูดมาขยายความ. ด้วยเหตุนี้เอง เนื้อหาต่าง ๆ ที่สื่อมวลชนตีพิมพ์ทุกวัน จึงเป็นเรื่องเหลวไหล ไร้สาระ และทำให้เกิดความแตกแยกทางความคิดกันอย่างกว้างขวาง.
เป็นเรื่องน่าเศร้าเมื่อต้องคิดว่า สถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจจะแก้ไขได้ในเวลานี้ เพราะทั้งสื่อมวลชนและนักการเมืองก็ยึดว่าการสื่อสารด้วยการทำอกุศลกรรมบถทั้ง 4 ข้อนี้เป็นวิธีการปฏิบัติที่ถูกต้องสำหรับพวกเขา. ผมไม่ทราบว่าต่อไปคนไทยจะอยู่กันต่อไปได้อย่างไร ในเมื่อบรรยากาศทั้งหมดของประเทศไทย เต็มไปด้วยความเท็จและความหลอกลวง. นักการเมืองหลอกประชาชน, ข้าราชการหลอกนักการเมือง, ประชาชนหลอกรัฐบาล, นักธุรกิจหลอกลูกค้า, นักธุรกิจหลอกคู่ค้า, ผู้ผลิตหลอกผู้บริโภค, ผัวหลอกเมีย และ เมียหลอกผัว, ครูหลอกลูกศิษย์, ลูกศิษย์เองก็หลอกครูอาจารย์, พระหลอกชาวบ้าน, ชาวบ้านเองก็หลอกลวงพระ, ฯลฯ. ดูแล้วหลอกลวงกันทุกหย่อมหญ้าของเมืองไทย.
ผมเคยอ่านคำทำนายของพระพุทธองค์ว่าสังคมจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต. อ่านแล้วไม่น่าเชื่อ เช่น พระพุทธองค์บอกว่าต่อไปพระสงฆ์ก็แค่มีผ้าเหลืองชิ้นเล็ก ๆ เป็นสัญลักษณ์. แต่เมื่อมองดูสังคมไทยในปัจจุบันแล้ว เห็นได้ชัดว่าพระพุทธองค์ทรงพิจารณาเห็นแล้วว่า ในขณะที่เทคโนโลยีเจริญขึ้น สังคมจะยิ่งเสื่อมลง. ทรงทำนายว่าความเสื่อมนี้จะเพิ่มขึ้น ๆ จนในที่สุดโลกก็จะถึงแก่ความพินาศ. ความพินาศนั้นก็จะมาจากไฟประลัยกัลป์บ้าง จากน้ำบ้าง หรือจาก ลมบ้าง. เมื่อโลกพินาศไปแล้ว ชีวิตก็จะเริ่มต้นตั้งใหม่ แล้วสังคมก็จะเริ่มต้นกันใหม่ จะเจริญเพิ่มมากขึ้น แล้วก็จะเสื่อมไปในที่สุด. ทั้งหมดนี้ก็คือวัฏจักรที่เป็นมาเช่นนี้นับไม่ถ้วน.
เห็นความเป็นอนิจจังของสังคมไทยในปัจจุบันแล้ว หากเชื่อในวัฏจักรที่กล่าวมานี้ก็ต้องมองออกว่า สังคมไทยกำลังจะก้าวไปสู่ความพินาศ. เหลือเพียงอย่างเดียวคือ เราอยากจะให้สังคมไทยพินาศเร็วหรือช้าเท่านั้น.

___________________________

ไม่มีความคิดเห็น:

โพสต์ความคิดเห็น